โครงการรับบริจาคข้าวของเครื่องใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม

โครงการรับบริจาคนั้นเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงสังคม และเชิงคุณธรรม โดยประโยชน์ในเชิงสังคมนั้น เป็นการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบท ซึ่งถือว่าเป็นระดับรากหญ้าของประเทศอย่างแท้จริง และยังเป็นการเพิ่มความรักและสามัคคีของคนในประเทศ ซึ่งถึงแม้ว่าจะอยู่กันคนละภาค หรือไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังมีความห่วงใยและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ ส่วนประโยชน์ในเชิงคุณธรรมนั้นเป็นการปลูกฝังจริยธรรมแก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ เป็นการสร้างความคิดในการรู้จักเป็นผู้ให้ การเสียสละต่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

เป้าหมายหลักๆของโครงการรับบริจาค

1.เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชนบทให้มีปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศไทยด้วยกันเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของคนในแต่ละภาคได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ แต่ถ้าเราทุกคนร่วมมือกันก็จะทำให้ประเทศไทยรักและสามัคคีกันและร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างแน่นอน

2.เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาตนเอง เนื่องจากการที่ได้เดินทางไปยังที่ต่างๆทำให้ได้รับประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างจุดยืนของตัวเองเนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อสังคมและส่วนรวม อีกทั้งยังได้รับประโยชน์แก่ตนเอง เนื่องจากเป็นการขัดเกลาจิตใจของตนเอง เพื่อพัฒนา สติ สมาธิ และ ปัญญา ของตนเอง คือนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อตนเองจากการให้และได้รับผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นความอิ่มเอิบใจ หรือคำขอบคุณจากผู้รับ

3.เป็นการเพิ่มพูนความสามัคคีของผู้คนในชาติ ทำให้ประเทศชาติ และบ้านเมืองพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเนื่องจากความรักชาติ บ้านเมือง และ พี่น้องบนแผ่นดินเดียวกันของคนในชาตินั่นเอง

เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาเป็นเวลานาน แนวคิดและหลักคำสอนของศาสนาพุทธจึงน่าจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ ความประพฤติ และการดำเนินชีวิตของคนไทยโดยส่วนใหญ่ ความเข้าใจเรื่องการบริจาคแก่วัด และการบริจาคเพื่อสาธารณะกุศลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา จะช่วยให้เราเข้าใจบทบาทของวัดต่อการพัฒนาชุมชน และการพัฒนาสังคมไทยได้ดีขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในสังคม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนในที่สุด

เพราะเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางให้บุคคลได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น รับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ที่เดือดร้อน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่างๆสร้างเครือข่ายทางสังคมด้วยการส่งเสริมการทำกิจกรรมในชุมชนอย่างน้อยเดือนละครั้งทุกเดือน เครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็งจะส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในการประกอบอาชีพ และการจัดสรรสวัสดิการภายในชุมชน