Recent Updates Toggle Comment Threads | Keyboard Shortcuts

  • admin 4:40pm on 24/05/2015 Permalink  

    สาระน่ารู้ เกี่ยวกับข้อดีของการบริจาคโลหิต 

    ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยเหล่านั้นจะนอนคอยโลหิตเพื่อรักษาโรคทั้งนี้ในการบริจาคโลหิตนั้นนอกจากจะทำเพื่อช่วยคนอื่นแล้ว ยังช่วยต่ออายุให้แก่คนป่วยที่กำลังจะตายผลประโยชน์ที่ไปบริจาคโลหิตก็จะตกมาอยุ่ที่เรานั้นเอง เพราะว่าจะได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกๆ 3 เดือน นอกจากจะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เชื้อไวรัสเอดส์และเชื้อซิฟิลิส ยังช่วยสร้างเสริมทานที่ยิ่งใหญ่ด้วย
    สำหรับข้อดีขอการบริจาคโลหิตประกอบไปด้วย

    • ทำให้สุขภาพแข็งแรง เพราะเลือดที่บริจาคออกไปเป็นเลือดส่วนเกินของร่างกายประมาณ 7% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยก่อนจะบริจาคจะมีการพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้ให้บริจาคก่อน ดังนั้นเลือดที่เสียไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาแทนระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น
    • หุ่นดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง การบริจาคเลือดไม่ได้ทำให้อ้วน แต่กลับทำให้ผู้บริจาคมีรูปร่างที่ดีขึ้น เพราะเลือดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย
    • ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร การบริจาคเลือดจะช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้และยิ่งบริจาคเลือดบ่อยเท่าไหร่ความเสี่ยงโรคมะเร็งจะลดลงมากเท่านั้น
    • มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้บริจาคเลือด โดยผู้บริจาคเลือดยังได้สิทธิพิเศษในเรื่องการรักษาพยาบาล คือ

    1.ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ50
    2.ผู้บริจาคโลหิต 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้
    3.ผู้บริจาคโลหติ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและค่าห้องพิเศษค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50
    4.ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% และ ค่าห้องพิเศษค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50
    5.ผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ ขอพระราชทานเพลิงศพ ได้เป็นกรณีพิเศษ
    ดังนั้น การบริจาคเลือดยังเป็นการต่อลมหายใจของเขาก็เท่ากับเป็นการยืดอายุของเรามากขึ้นด้วยเช่นกัน

     
  • admin 3:18pm on 27/03/2015 Permalink  

    วิธีการเตรียมตัวในการบริจาคเลือดและหลังการบริจาค 

    2

    การเตรียมตัวก่อนไปบริจาคเลือดต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ชนิดซี, ซิฟิลิส, เชื้อ HIV อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการบริจาคเลือด หลีกเลี่ยงการรับประทานหวานจัดหรือมันจัดก่อนการบริจาคเลือดเพราะจะทำให้ พลาสมาขุ่น ต้องอยู่ในสภาพแข็งแรงและสบายดี หลีกเลี่ยงการบริจาคเลือดหากรู้สึกไม่สบาย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

    ข้อเสียของการบริจาคเลือดเม็ดเลือดแดงในร่างกายจะถูกม้ามจับทำลายและรีไซเคิลเมื่อเม็ดเลือดแดง หมดสภาพซึ่งโดยทั่วไปจะเป็น 120 วัน หมายความว่า ถึงเราไม่ได้บริจาคเลือด เม็ดเลือดเราก็จะต้องถูกทำลายอยู่แล้ว การบริจาคเลือดที่เป็นเลือดทั้งหมดในแต่ละครั้งร่างกายจะเสียเลือดไปไม่ถึง ร้อยละ 10 ของเลือดที่มีอยู่ในระบบไหลเวียนเลือดทั้งหมดซึ่งจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หากพักผ่อนให้เพียงพอก่อนบริจาคเลือด ดื่มน้ำให้มากและลุกจากเตียงบริจาคเลือดช้าๆ ซึ่งที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในอาคารหลังใหม่นั้นเตียงผู้บริจาคได้เปลี่ยนจากแบบนอนหงายเป็นแบบนั่งเอน แล้ว ซึ่งลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเวียนศีรษะเมื่อลุกจากที่นอนหลังจากบริจาค เลือดเสร็จแล้วลงได้มาก

    หลังบริจาคโลหิตแล้วบางคนจะทานอาหารได้มากขึ้นเนื่องจากการเสียเหล็กและสาร อาหารในเลือดจะกระตุ้นให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หลายคนจึงมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่อบริจาคโลหิตไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นนี้แก้ไขได้โดยการควบคุมการรับประทานอาหารและทำการออกกำลังกาย ส่วนอาการเจ็บเวลาถูกเข็มแทงนั้นก็จะเป็นเฉพาะช่วงที่แทงเข็มเท่านั้น การบริจาคพลาสมาและเกล็ดเลือดจะมีการฉีดยาชาที่ผิวหนังให้ เนื่องจากจะต้องคาเข็มอยู่นานมากกว่าครึ่งชั่วโมง และไม่ว่าบริจาคเลือด พลาสมาหรือเกล็ดเลือด แผลจะหายในเวลา 1 – 3 วัน มีส่วนน้อยที่เกิดเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นปื้นเขียว ซึ่งก็จะดูดซึมหมดไปได้ภายในสัปดาห์ส่วนความเสี่ยงที่ผู้บริจาคเลือดจะติดเชื้อจากการบริจาคเลือดนั้นตอบได้เลย ว่าเป็นไปไม่ได้เพราะอุปกรณ์ชุดรับบริจาคเลือดทั้งหมดเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง แต่ละชุดจะใช้กับผู้บริจาคเลือดคนเดียวและครั้งเดียว

     
  • admin 12:08pm on 22/02/2015 Permalink
    Tags: บริจาค   

    บริจาคอย่างไร หักภาษีได้ 2 เท่า 

    คนไทยเป็นคนใจบุญ หากพอจะมีเงินเหลือกิน เหลือเก็บ ก็มักจะบริจาคเงินให้วัด ให้โรงเรียน นับเป็นการสร้างเนื้อนาบุญทิ้งไว้ ด้วยเชื่อว่า ชาติหน้าจะได้ไม่ลำบาก

    แต่ไหนๆก็จะบริจาคเงินช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว หากเงินก้อนนี้ช่วยให้เราลดหย่อนภาษีได้คงจะเป็นการดี และจะเป็นการดียิ่งขึ้น หากเราสามารถทำให้เงินบริจาคก้อนนี้สร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุด

    หากเราไปดูใบแบบฟอร์ม ภงด.90 ของกรมสรรพากรที่พวกเราใช้กรอกเสียภาษีบุคคลธรรมดานั้น จะพบว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนที่พอจะมีกินมีใช้ ช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือสังคม โดยการอนุญาตให้นำเงินที่เราบริจาคนั้นไปหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งจำนวน แต่ไม่เกิน 10%ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว

    เงินบริจาคที่รัฐอนุญาตให้ใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีนั้น มีอยู่ 3 หมวดดังนี้
    1. เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา
    ได้แก่ เงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของรัฐ ( ตามที่รมต.คลังกำหนด ) โรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต้องเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาที่ดิน จัดสร้างอาคาร จัดหาวัสดุอุปกรณ์การศึกษา โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนหมวดต่างๆแล้ว

    2. เงินสนับสนุนการกีฬา
    ได้แก่ เงินสนับสนุนการกีฬาตามที่รัฐกำหนด โดยสามารถหักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของเงินบริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยเงินบริจาคนี้มีกรอบเวลากำหนดให้ใช้ได้ในระหว่างปีภาษี 2548 – 2551 นั่นหมายความว่าปัจจุบันโครงการนี้ได้หมดอายุลงแล้ว จึงไม่สามารถลดหย่อนได้อีก

    3. เงินบริจาคการกุศลสาธารณะ
    ได้แก่ เงินที่บริจาคให้วัดวาอาราม สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล สถานการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน โดยหักลดหย่อนได้กับจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนและเงินบริจาคในข้อ 1 และ 2 ข้างต้นแล้ว

    ดังนั้น เมื่อดูรายการทั้ง 3 หมวด จะพบว่าหมวดที่ 1 คือเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด คือ 2 เท่าของยอดเงินที่บริจาค (ขณะที่หมวดที่ 2 ยกเลิกสิทธิไปแล้ว )

    อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนบริจาค ได้แก่ รายชื่อสถานศึกษาที่สามารถลดหย่อนได้ 2 เท่า และ วัตถุประสงค์ของการบริจาคว่า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

     
  • admin 4:12pm on 22/01/2015 Permalink
    Tags:   

    ยุคทองของการบริจาคเพื่อการกุศล 

    แม้ว่าภัยธรรมชาติ, ความยากจน, ความหิวโหย, โรคภัย, และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คืบคลานเข้ามาจะเป็นข่าวเด่น แต่ก็มีการสังเกตเห็นแนวโน้มอย่างหนึ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งด้วย นั่นคือมีการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น. คำประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับเศรษฐีบางคนที่บริจาคเงินหลายร้อยล้าน กระทั่งหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่ายกย่องบางครั้งก็ทำให้มีข่าวครึกโครมออกมา. บรรดาผู้มีชื่อเสียงมักจะชอบใช้ชื่อเสียงของตนเพื่อดึงผู้คนให้หันมาสนใจปัญหาร้ายแรงต่าง ๆ. แม้แต่คนที่มีฐานะปานกลางหลายคนก็บริจาคเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กันไป. แต่การช่วยเหลือทางการเงินอย่างใจกว้างจะช่วยได้ถึงขีดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว?

    กระแสแห่งการให้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในหลายดินแดน. แหล่งข้อมูลหนึ่งกล่าวว่า “ในตอนต้นของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีมูลนิธิ [เพื่อการกุศล] มากขึ้นกำลังถือครองทรัพย์สินมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ มากยิ่งกว่าที่เคยมีมา เมื่อมีคนรวยมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นที่คาดหมายว่าการให้จะดำเนินต่อไป. ไม่เพียงแต่ที่บางคนจะให้ทรัพย์สินได้มากขึ้น แต่เมื่อคนร่ำรวยเสียชีวิตและได้ละทรัพย์สินของตนเอาไว้ ก็เป็นที่คาดหมายว่าทรัพย์สินส่วนที่จะยกให้องค์กรการกุศลก็จะเพิ่มขึ้นด้วย. ด้วยเหตุผลที่ดี ดิ อิโคโนมิสต์ วารสารข่าวของบริเตนได้กล่าวว่า เราอาจกำลังเห็นการเริ่มต้นของ “ยุคทองของการบริจาคเพื่อการกุศล.”

    ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกระแสเช่นนี้ก็คือ ความล้มเหลวของรัฐบาลต่าง ๆ ในการจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่มีอยู่ทั่วโลก. ทูตพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติด้านเอชไอวี/เอดส์ในแอฟริกาได้อ้างถึง “สภาพที่ขาดการนำหน้าอย่างสิ้นเชิงของผู้นำทางการเมือง” ว่าเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้คนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องสุขภาพทั่วโลก. โจเอล ไฟลช์แมน กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อมูลนิธิ: ความลับที่ยิ่งใหญ่ของชาวอเมริกัน—วิธีที่ความมั่งคั่งส่วนตัวกำลังเปลี่ยนโลก (ภาษาอังกฤษ) ดังนี้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกี่ยวข้องกับความยากจน, การรักษาพยาบาล, สิ่งแวดล้อม, การศึกษา, หรือความยุติธรรมในสังคม คนร่ำรวยโดยเฉพาะกำลัง “รู้สึกเหลืออดเหลือทนมากขึ้นเรื่อย ๆ กับรัฐบาลและนานาชาติที่ไม่ได้ออกความพยายามมากพอเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีขึ้น” ด้วยความปรารถนาที่จะปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เศรษฐีใจบุญบางคนจึงได้พยายามนำวิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาใช้กับเรื่องนี้

    ความสำเร็จของการบริจาคเพื่อการกุศลไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม มักจะมีขีดจำกัดเสมอ. เพราะเหตุใด? เหตุผลหนึ่งก็คือ ไม่ว่าเงิน หรือการศึกษาที่ดีก็ไม่อาจขจัดปัญหาต่าง ๆ อย่างเช่น ความโลภ, ความเกลียดชัง, อคติ, ลัทธิชาตินิยม, การถือเผ่า, และความเชื่อทางศาสนาแบบผิด ๆ. แม้ว่าสิ่งที่กล่าวมานี้จะทำให้มนุษยชาติมีความทุกข์ยากมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ต้นตอของความทุกข์ยาก. ดังที่คัมภีร์ไบเบิลชี้ให้เห็น มีปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

     
  • admin 4:22pm on 15/12/2014 Permalink
    Tags: การบริจาคโลหิต   

    การบริจาคโลหิต เหมือนเป็นการต่อชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ 

    ปัจจุบันโลหิตที่ได้รับบริจาคในแต่ละวันนั้นของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ต้องการรับโลหิต สืบเนื่องจากมีผู้ต้องการใช้โลหิตเป็นจำนวนมากทั่วทั้งประเทศ ถึงแม้จะมีผู้บริจาคโลหิตเป็นจำนวนมากแต่ก็ยังไม่เพียงพอ การบริจาคโลหิตเป็นเสมือนการต่อชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ หลายครั้งที่คลังโลหิตไม่สามารถจัดหาโลหิตมาสำรองไว้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนในการต้องหาโลหิตโดยเร่งด่วน ทำให้การรักษาผู้ป่วยล้าช้าหรือไม่สามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งบางคราวโลหิคที่ได้รับบริจาคมานั้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ ที่ทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติต้องการขอรับบริจาคจากผู้ที่มีจิตอันเป็นกุศล

    เนื่องจากโลหิตเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ให้อยู่รอด นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นคว้ามาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการหาสารประกอบอื่นๆที่มาทดแทนโลหิตได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้โลหิตจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งด้วยการบริจาคนั่นเอง การบริจาคโลหิต คือการสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กับผู้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลย เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ซึ่งร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้

    การบริจาคโลหิต

    เป็นการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าวผ่านกระบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บในธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆเพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งการบริจาคโลหิตสามารถทำได้ทุกๆ 3 – 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย

    การบริจาคโลหิตเป็นการเอาโลหิตออกจากร่างกาย

    ซึ่งเป็นโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในปริมาณครั้งละ 300 – 400 มิลลิลิตร หรือประมาณ 7 % ของปริมาณโลหิตในร่างกายทั้งหมด โดยพิจารณาปริมาณโลหิตจากน้ำหนัก ถ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะมีโลหิต 80 มิลลิลิตร เพราะฉะนั้นการที่เอาโลหิตออกจากร่างกายในปริมาณดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่จะช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

     
c
compose new post
j
next post/next comment
k
previous post/previous comment
r
reply
e
edit
o
show/hide comments
t
go to top
l
go to login
h
show/hide help
shift + esc
cancel